
1. Ashes in the Snow
2. Burial at Sea
3. Silent Flight, Sleeping Dawn
4. Pure as Snow (Trails of the Winter Storm)
5. Follow the Map
6. The Battle to Heaven
7. Everlasting Light
วันนี้ผมขอเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ละกันครับ หลังจากที่เขียนอัลบั้มที่เป็นโปรเกรสสีฟหรือไม่ก็เมทัลมานาน สำหรับ Mono นี้ก็เป็นที่รู้จักของใครหลายๆคนในฐานะวงดนตรีโพสร็อคจากประเทศญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงมากในระดับสากล (ในระดับที่เหล่าเจป็อปหรือเจร็อคยังอายเลยทีเดียว) และมาในปีนี้ พวกเขาก็กลับมาพร้อมกับชุดใหม่ที่มีทิศทางเพลงเปลี่ยนแปลงไปนิดหน่อย กับชื่อที่อัลบั้มที่อลังการ คือ Hymn to the Immortal Wind ซึ่งชุดนี้ก็ยังคงอาศัยโปรดิวเซอร์เจ้าเดิมคือ สตีฟ อัลบินี จาก Shellac โดยออกกับสังกัดเดิมคือ Temporary Residence Limited ซึ่งถ้าหากได้ยินชื่อค่ายนี้แล้ว หลายๆคนอาจจะคุ้นเป็นอย่างดี โดยเฉพาะคอเพลงโพสร็อคเพราะๆเช่น Mono นี้ แถมในชุดนี้ยังมีเพลงโปรโมตด้วยเพลงหนึ่งคือ Follow the Map
สำหรับงานชุดนี้ก็ไม่ทราบจะบรรยายอะไรต่อแล้วละครับ เพราะงานของพวกเขาก็เป็นมาตรฐานของโพสร็อคจริงๆเลยละ แต่ว่าในชุดนี้อาจจะมีรายละเอียดทางสตริงออร์เคสตร้า (ขอเรียกแบบนี้ละกันนะครับ เพราะออร์เคสตร้าแทบทั้งวงนี้มีแต่เครื่องสายและก็ฟลุตอีกสองตัว) ที่เพิ่มเข้ามา จากชุดที่แล้วที่พวกเขาใช้แค่สตริงควอร์เต็ต มาในชุดนี้พวกเขายกฟูลแบนด์มาเลยละ (มีนักดนตรีอยู่ประมาณสามสิบคนเห็นจะได้) และในชุดนี้สมาชิกในวงก็จะมีเครื่องดนตรีเสริมด้วยนิดหน่อยเช่น แฮมมอนด์ออร์แกน เปียโน กล็อคเค็นสปีล เป็นต้น ทำให้งานดนตรีชุดนี้ดูมีความอลังการอย่างยิ่งยวด
สำหรับภาคกีต้าร์ในชุดนี้อาจจะค่อนข้าง ?ดุ? กว่า ชุดที่แล้วเสียหน่อย แต่ก็ยังคงความล่องลอย และยังเล่นเอฟเฟกต์ที่แตกพร่าราวกับห่าฝนซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของวงไป เสียแล้ว แต่แม้ริฟกีต้าร์จะดุกว่าชุดที่แล้วนิดหน่อยก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าเมโลดี้สวยๆจะจางหายไปด้วย เมโลดี้ที่ถูกบรรเลงออกมาในชุดนี้ถูกออกแบบให้มีความพลิ้วไหวยิ่งกว่าเดิม เพื่อให้รับกับสตริงออร์เคสตร้าที่มีถึงเกือบสามสิบชิ้น และเมโลดี้ในอัลบั้มนี้ดูจะฟังติดหูได้ง่ายกว่าชุดก่อนเสียด้วย แต่ว่ามีอยู่เพลงหนึ่งครับที่พวกเขาโชว์ความหลอนออกมาอย่างเต็มที่เลยคือ Pure as Snow (Trails of the Winter Storm) ในช่วงประมาณครึ่งเพลงหลังนี่ละที่กีต้าร์สาดเอฟเฟกต์กันแตกกระจายทั้งคู่จนทั้งสองเสียงนี้ตลบอบอวลไปหมด (เหมือนกับพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ) แต่ในบางเพลงก็มีอารมณ์แบบชุดที่แล้วหลงเหลืออยู่บ้างนิดหน่อย
เสียงเบสในชุดนี้เรียกว่าเป็นตัวประกอบไปเลย แต่ว่ามือเบสสาวก็ยังมีไลน์เปียโนให้บรรเลงกันไปด้วย ส่วนกลองก็จะเน้นโทนที่ช้าเป็นปกติ แต่ว่าสังเกตดีๆครับว่าซาวด์ดูจะหนักแน่นกว่าเดิมด้วย ผมเคยดูคลิปการแสดงสดของวงนี้แบบผ่านๆ เห็นมือกลองใช้ไม้ตีเบสดรัมไปดีกลองชุด (ไม้กลองที่เอาไว้ตีตอนเดินสวนสนามนั่นละครับ) สำหรับบทบาทของออร์เคสตร้านี่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะพวกเขาคอยเสริมบรรยากาศในภาคดนตรีของวงได้ดีทีเดียว และพวกเขาก็เล่นประสานไลน์กันได้อย่างไพเราะอีกด้วย ส่วนฟลุตก็จะมีบทบาทในการสร้างเมโลดี้เล็กๆน้อยๆ และสำหรับเพลงที่โชว์ออร์เคสตร้าแบบเต็มวงเพียงหนึ่งเดียวในอัลบั้มก็คือ Silent Flight, Sleeping Dawn ที่พวกเขาเล่นได้อย่างอลังการทีเดียว แต่กลับให้ความรู้สึกที่สงบอย่างน่าประหลาด ส่วนเครื่องดนตรีอื่นๆก็เอาไว้แต่งแต้มสีสันให้ภาคดนตรีดูสวยงามยิ่งขึ้น ที่เด่นๆหน่อยก็จะมีเปียโนของมือเบสสาวกับกล็อคเคนสปีล
ถ้าจะให้ผมเลือกเพลงเด่นๆก็ดูจะรักพี่เสียดายน้องกันมากเลยทีเดียว เพราะเดี๋ยวเพลงโน้นก็ชอบ เพลงนี้ก็ดี พูดง่ายๆคือ ทุกๆเพลงในชุดนี้มันมีจุดเด่นอยู่ในตัวแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่หูของท่านผู้ฟังแล้วละว่าจะตัดสินอย่างไร แต่ก่อนจะสรุปความเป็นไปในอัลบั้ม ผมขอพูดสักนิดก็ละกันครับว่า Everlasting Light นั้นเป็นเพลงปิดอัลบั้มที่เหมาะสมกับการเอามาปิดอัลบั้มนี้เป็นที่สุดเลยละ แค่ชื่อเพลงนี้ก็สามารถสื่อได้แล้วว่ามันจะจบอย่างไร และในการบรรเลงนั้นพวกเขาก็ใส่พลังกันอย่างเต็มทีไปจนจบเพลงด้วย
ผมขอพูดสั้นๆครับว่า อัลบั้มนี้เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ ?ดีที่สุด? เท่าที่ Mono เคยทำมาทีเดียว ทั้งในแง่รายละเอียดและวิธีการบรรเลง ที่เหลือก็อยู่ที่จินตนาการและหูของท่านละว่าผลงานชุดนี้จะเป็นเช่นไร